Blog

การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการตัดสินใจในยุคความไม่แน่นอนเป็นความท้าทายอย่างมาก ซึ่งมักสร้างความหนักใจให้กับผู้บริหาร  ผู้จัดการ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) มาโดยตลอด ซึ่งความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันนั้นมักจะไม่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาก่อน จึงทำให้ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจไม่สามารถนำข้อมูลในอดีตมาทำนายแนวโน้มของอนาคตด้วยวิธีแบบดั้งเดิมได้ การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) สามารถนำมาอ้างอิงได้เพียงเล็กน้อยในทุกพื้นที่ของธุรกิจ และภาครัฐจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจถึงปัญหาต่าง ๆ และดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรอบคอบ เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้บริหารสามารถการวางแผนงานเกี่ยวกับปัจจัยความไม่แน่นอน และนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากความแตกต่างในสภาพแวดล้อมทางสังคมการเมือง และเศรษฐกิจปัจจุบัน หรือกิจการต่าง ๆ ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนแบบเฉียบพลันหลายประการ เช่น การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ปัญหาการเมืองภายในประเทศ การเปลี่ยนแปลงทางกฏหมายภายในประเทศ ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงทางค่านิยมทางสังคม และความพร้อมทางด้านวัตถุดิบ ฯลฯ

ธุรกิจทั่วโลกต้องเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังระบาดอย่างหนักอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริหารกิจการหลายคนพบกับปัญหามากมาย โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรการการควบคุมโรคระบาด เช่น การประกาศล็อกดาวน์จากรัฐ การควบคุมเวลาเปิดปิดของสถานที่ทำงาน หรือการทำงานที่บ้าน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการ หรือ ผู้บริหารไม่สามารถนำกลยุทธ์ และแผนงานที่การวางแผนไว้ล่วงหน้ามาใช้งานได้ ซึ่งเหตุการณ์ของโรคระบาดครั้งนี้ เราไม่สามารถทำนายอนาคตได้เลยว่า อีกกี่เดือนข้างหน้าโรคนี้ถึงจะหมดไป ซึ่งผู้บริหาร ผู้จัดการ หรือ ผู้ประกอบการคงต้องทำใจ และปรับความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อมุ่งหน้าแก้ไขปัญหารวมถึงวางแผนกลยุทธ์ต่อไป

จากความไม่แน่นอนข้างต้น บริษัท หรือ องค์กรจะต้องปรับเปลี่ยนการวางกลยุทธ์ต่าง ๆ ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่มักจะวางแผนแบบ Reactive ซึ่งหมายถึง เมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นค่อยแก้ปัญหาทีละขั้นตอนแบบวันต่อวัน หรือบางบริษัทอาจจะมีการวางแผนแบบ Proactive ซึ่งเป็นการวางแผนล่วงหน้ามาอย่างดีแล้ว จัดการ และเตรียมการทุกอย่าง พร้อมแก้ปัญหา เพื่อทำให้การทำงานง่ายขึ้น มีคุณภาพ และก้าวไกลไปในอนาคต แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน

บริษัทส่วนใหญ่ต้องวางแผนกลยุทธ์เพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอกที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ โดยวิธีที่เหมาะสมสำหรับในใช้ในการแก้ปัญหาความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอกก็คือ Global Business Network Matrix หรือเรียกย่อ ๆ ว่า GBN Matrix หรือ 2×2 Matrix นั้นเอง

Global Business Network Matrix

Global Business Network Matrix คือเทคนิคการสร้างสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้ในอนาคต โดยนำปัจจัยที่คาดว่าจะมีความเสี่ยงสูงต่อบริษัทหรือองค์กร 2 ปัจจัยมาสร้างแกนขัดกันคล้ายรูปเครื่องหมายบวก เพื่อเปรียบเทียบกันดูว่า ใน 2 ปัจจัยนี้มีเหตุการณ์ใดที่สามารถเกิดขึ้นได้บ้าง เพื่อนำมาวางแผนกลยุทธ์รองรับเหตุการณ์ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ยกตัวอย่าง เช่น การระบาดของสถานการณ์โควิด-19 และสถานการณ์ทางการเมือง โดยเราจะเอามาเปรียบเทียบตามภาพประกอบดังนี้

 

Global Business Network Matrix

ตัวอย่างภาพการทำ Global Business Network Matrix

 

โดยการวิเคราะห์เหตุกาณ์ต่างได้ดังนี้

  • เหตุการณ์ที่ 1 เมื่อเหตุการณ์ โควิด-19 ระบาดอย่างหนัก และสถานการณ์ทางการเมืองปกติ
  • เหตุการณ์ที่ 2 เมื่อเหตุการณ์ โควิด-19 เริ่มควบคุมได้ และสถานการณ์ทางการเมืองปกติ
  • เหตุการณ์ที่ 3 เมื่อเหตุการณ์ โควิด-19 ระบาดอย่างหนัก และเกิดวิกฤติทางการเมือง
  • เหตุการณ์ที่ 4 เมื่อเหตุการณ์ โควิด-19 เริ่มควบคุมได้ และเกิดวิกฤติทางการเมือง

เมื่อคุณวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างที่มีความเป็นไปได้เสร็จแล้ว จะเห็นว่าเหตุการณ์ที่ 3 จะเป็นเหตุการณ์ที่แย่ที่สุด และเหตุการณ์ที่ดีที่สุดก็คือ เหตุการณ์ที่ 2 ซึ่งทั้ง 4 เหตุการณ์นั้นยังไม่ได้เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่เป็นเพียงแค่การคาดการณ์สถานการณ์ เพื่อที่จะวางแผนรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตนั่นเอง

วิธีเมทริกซ์ 2×2 มักใช้สำหรับการทดสอบนโยบายระยะกลางถึงระยะยาว เนื่องจากทำให้มั่นใจได้ว่าทิศทางนโยบายมีความแข็งแกร่งภายใต้สภาพแวดล้อมที่หลากหลาย การสร้าง และวิเคราะห์สถานการณ์ที่พัฒนาโดยใช้วิธีนี้ช่วยให้คาดการณ์แนวโน้มทางธุรกิจได้ก้าวไกล 10 ถึง 20 ปีข้างหน้าเลยทีเดียว

นอกเหนือจากนี้ บริษัทหรือองค์กรสามารถพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติมได้อีกด้วย เช่น ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อบริษัท พนักงาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อที่จะใช้ในการวางกลยุทธ์ และปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้การสร้างสถานการณ์จำลองนั้นมีความแม่นยำ และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เวลามองอนาคตในยุคของโควิด-19 ไม่ควรมองไปในทิศทางเดียว ควรมองความเป็นไปได้ในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นประมาณ 3-4 เหตุการณ์ ซึ่งการมองแต่ละเหตุการณ์ที่เราคาดเดาไว้ อาจจะทำให้เห็นถึงปัญหา โอกาส ข้อดี และข้อเสียที่จะเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการวางกลยุทธ์ของบริษัทที่มีความรอบคอบ และแม่นยำมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

บทความนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการตัดสินใจบนความไม่แน่นอนของยุคโควิด-19 โดยชี้ให้เห็นว่า ความไม่แน่นอนนั้นมีอยู่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน VUCA World เพราะความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นนั้นมีอยู่หลายปัจจัยมาก ๆ ซึ่งส่งผลให้การวางแผนในอนาคตต้องมีความรอบคอบมากกว่าเดิม ดังนั้นการมองถึงอนาคตในยุคนี้จึงไม่ควรมองเพียงแค่มุมมองเดียว เพราะการมองอนาคตเพียงแค่มุมมองเดียว มันอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่คาดการณ์ไว้ก็ได้ และอาจส่งผลร้ายแรงต่อบริษัท ดังนั้นบริษัทควรมองอนาคตไว้ในภาพกว้าง หลาย ๆ มุมมอง เพื่อที่จะวางกลยุทธให้สอดคล้อง และสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ได้ตลอดเวลา

 

แหล่งที่มา : https://www.futuribles.com/viewer/pdf/8556